หลุมสิว เป็นปัญหากวนใจที่มักเกิดขึ้นหลังจากสิวหายไป หากสังเกตตัวเองบ่อย ๆ หลายคนจะรู้สึกว่าเป็นหลุมสิวมานานแล้ว ปล่อยไว้ก็ไม่หาย จนกังวลว่าหลุมสิวหายเองได้ไหม รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองจะได้ผลหรือเปล่า แล้วต้องทำอย่างไรให้หลุมสิวหาย? บทความนี้ หมอเอ็ม หรือ นพ.มนตรี อุดมประเสริฐกุล แพทย์ประจำเอ็มวีต้าคลินิก มีคำตอบ
หลุมสิวเกิดจากอะไร

หลุมสิวมักจะเกิดจากกระบวนการฟื้นฟูผิวหนังหลังการเป็นสิวอักเสบชั้นลึก อย่างสิวหัวช้าง (Nodulocystic acne) หรือสิวซีสต์ (Cystic acne) หากสังเกตตัวเองบ่อย ๆ เวลาเป็นสิว จะเห็นว่าไม่ใช่สิวทุกเม็ดที่เกิดขึ้นบนผิวหนังจะทำให้เกิดหลุมสิว นั่นเป็นเพราะความรุนแรงของสิวต่างกัน
โดยทั่วไป หลังจากเป็นสิว อย่างสิวอุดตัน สิวหัวดำ สิวหัวขาว หรือสิวอักเสบตื้น ๆ อย่างสิวหัวหนอง ซึ่งนับเป็นสิวที่ไม่ได้รุนแรงอะไร ก็จะสามารถเกิดรอยดํา รอยแดง จากสิวได้เป็นปกติ แต่จะไม่เกิดเป็นหลุมสิวขึ้นมา
หลุมสิวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเกิดการอักเสบรุนแรงที่ผิวหนังชั้นลึกลงไป การอักเสบดังกล่าวจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ และบริเวณโดยรอบถูกทำลาย หลังจากการอักเสบหายไป ร่างกายก็จะฟื้นฟูผิวหนังส่วนนี้ด้วยการสร้างเนื้อเยื่อ คอลลาเจน และอีลาสตินขึ้นมาทดแทน เพื่อให้ผิวหนังกลับมาเต็มเหมือนเดิม
แต่หากเกิดการอักเสบจนเนื้อเยื่อหายไปมาก ร่างกายอาจจะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาแทนที่ได้ไม่เพียงพอ จนเกิดเป็นหลุมยุบบริเวณที่เคยเกิดการอักเสบ กลายเป็นหลุมสิวในที่สุด ในบางกรณี การฟื้นฟูตัวของผิวหนังหลังการอักเสบ อาจทำให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง ดึงให้ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นนอกสุดยุบตัวลง จนเกิดรอยสิวเป็นหลุมสิวลึกขึ้นมาได้เช่นกัน
หลุมสิวประเภทต่าง ๆ

หลุมสิวมีด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภท แบ่งตามลักษณะการยุบตัวของผิวหนัง และความรุนแรงของหลุมสิวที่นับจากความยากในการรักษา โดยหลุมสิวทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ Rolling scar, Boxcar scar, Ice pick scar
1. Rolling scar
Rolling scar เป็นลักษณะหลุมสิวที่รักษาได้ง่ายที่สุด แต่พบได้ไม่บ่อยมากนัก ลักษณะของหลุมสิวแบบนี้จะมีขอบเขตของแผลเป็นไม่ชัด ลักษณะก้นหลุมสิวจะโค้งลง ทำให้ผิวโดยรวมในบริเวณดังกล่าวดูเป็นคลื่น ไม่เรียบเนียน แต่ก็ไม่ได้เห็นเป็นหลุมอย่างชัดเจน หลุม Rolling Scars มักเป็นผลจากการอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นนานจนผิวหนังเสียความยืดหยุ่น
วิธีการรักษามักเน้นไปที่การตัดพังผืด (Subcision) หรือการใช้คลื่นวิทยุ RF เพื่อปรับโครงสร้างใต้ผิวหนังและช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
2. Boxcar scar
Boxcar scar เป็นหลุมสิวที่รักษาได้ยากมากกว่า Rolling scar พบได้ประมาณ 20-30% ของผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว โดยตัวหลุมสิวจะมีลักษณะปากกว้างมาก มีรูปร่างไม่แน่นอน ขอบเขตของรอยแผลเป็นชัดเจน ลักษณะหลุมจะลึกลงไปตรง ๆ เป็นหลุมสิวที่ค่อนข้างตื้น หากนึกภาพไม่ออก ลักษณะจะคล้ายกับแผลเป็นที่เกิดจากโรคฝีดาษ ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเป็นหลุมเป็นบ่อมากขึ้น
หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการอักเสบที่ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณกว้าง แต่ไม่ได้ลึกมาก การรักษาหลุมสิว Boxcar สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็ม หรือการใช้เลเซอร์ในการกระตุ้นการฟื้นฟูผิวเพื่อปรับความลึกของหลุมให้ตื้นขึ้นครับ
3. Ice pick scar
Ice pick scar คือหลุมสิวที่รักษาได้ยากที่สุด และพบเห็นได้มากที่สุดจากบรรดาหลุมสิวทั้ง 3 ชนิด หลุมสิวแบบนี้จะขอบชัด ปากหลุมสิวแคบ แต่ลึก บางครั้งอาจลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ได้เลย ลักษณะของหลุมจะลึกลงไปเป็นรูปกรวย คล้ายรอยที่ถูกเจาะด้วยเข็มหรือน้ำแข็ง เกิดจากการอักเสบรุนแรงในรูขุมขนจนทำลายเนื้อเยื่อในชั้นลึกใต้ผิวหนัง ทำให้การรักษายาก เพราะต้องการวิธีการฟื้นฟูผิวที่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนลึกถึงชั้นใต้ผิว เช่น การทำเลเซอร์หรือการตัดพังผืด
หลุมสิวหายเองได้ไหม
เมื่อปล่อยสิวทิ้งไว้จนตกสะเก็ด และแผลหายจนเกิดแผลเป็นขึ้นมา แต่แผลเป็นกลับไม่หายไปสักที หลายคนจึงกังวลว่า หลุมสิวหายเองได้ไหม? คำตอบคือ หลุมสิวส่วนใหญ่ไม่สามารถหายเองได้โดยสมบูรณ์
สาเหตุที่หลุมสิวหายเองไม่ได้ เนื่องจากหลุมสิวเกิดขึ้นหลังจากการอักเสบ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในผิวหนังอย่างมาก ทั้งเนื้อเยื่อ คอลลาเจน และไฟเบอร์อีลาสตินในผิวหนัง เมื่อผิวหนังก่อตัวขึ้นมาใหม่ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างให้ผิวหนังกลับมามีโครงสร้างเดิมได้ ดังนั้น แม้จะปล่อยไว้นานแค่ไหน หลุมสิวจะคงอยู่ และไม่สามารถหายไปได้ นอกจากนี้ การทายาก็ช่วยเรื่องหลุมสิวได้น้อยมาก เนื่องจากการเกิดหลุมสิวจะทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใต้ผิว ซึ่งทำให้ผิวไม่สามารถสร้างตัวกลับมาเหมือนเดิมได้อย่างเต็มที่
เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว หลายคนก็อาจจะกังวลว่าหลุมสิวหายได้ไหม? คำตอบคือ หายได้ แต่ต้องรักษาด้วยการใช้เทคนิคการแพทย์เฉพาะเพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูของผิวหนัง ในบางกรณีหากหลุมสิวเป็นเพียงหลุมตื้น ๆ ผิวอาจมีการฟื้นฟูตามธรรมชาติได้บ้าง แต่จะใช้เวลานานและอาจไม่หายไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหัตถการมากมายที่ช่วยให้หลุมสิวดีขึ้น หรือค่อย ๆ จางลง และหายไปได้ แม้จะเป็นหลุมสิวลึกที่รักษายากที่สุดอย่าง Ice pick scar ก็ตาม
รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองได้ไหม
หลุมสิวหายเองไม่ได้ แต่สามารถรักษาได้ การรักษาหลุมสิวด้วยตัวเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนมองหา เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเดินทางไปคลินิก แต่ต้องบอกก่อนว่าทำได้ยาก ใช้เวลานาน และอาจไม่เห็นผลชัดเจน
หน้าเป็นหลุมสิวใช้อะไรดี? วิธีรักษาหลุมสิวด้วยตัวเองมักใช้ยาทากลุ่มกรด เช่น Lactic Acid, AHA หรือยาในกลุ่ม Retinoid ซึ่งช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว การผลัดเซลล์ผิวช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้หรือไม่? คำตอบคือสามารถช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น แต่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น จึงไม่สามารถรักษาหลุมสิวที่ลึกลงไปได้ แม้จะใช้ยาทาเป็นเวลานานก็ตาม
หากหลุมสิวไม่ลึกมาก อาจลองใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ แต่หากใช้ไปหลายเดือนแล้วยังไม่เห็นผล หรือเห็นผลเพียงเล็กน้อย แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ซึ่งจะช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้เร็วกว่า
วิธีรักษาหลุมสิวให้หายขาด
หลังจากได้คำตอบเกี่ยวกับหลุมสิวหายเองได้ไหมแล้ว มาดูกันว่าวิธีทำให้หลุมสิวหายในทางการแพทย์มีอะไรบ้าง
1. เลเซอร์หลุมสิว

เลเซอร์หลุมสิวเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการรักษาหลุมสิว เพราะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ทิ้งรอยขณะรักษา และปลอดภัยสูง เนื่องจากสามารถปรับระดับพลังงาน ความถี่ และความยาวคลื่นให้เหมาะสมกับสภาพผิวและประเภทของหลุมสิว ทำให้เลเซอร์ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่เป็นหลุมสิวได้อย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบเนื้อเยื่อข้างเคียง ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง
หลักการทำงานของเลเซอร์คือกระตุ้นให้เกิดความร้อนจากน้ำที่อยู่ภายในและภายนอกเซลล์ ส่งผลต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นหลุมสิว ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังจัดเรียงตัวใหม่ และกระตุ้นการสร้างโครงสร้างผิวเพิ่มเติม (Neocollagenesis) เพื่อเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้น นอกจากนี้ เลเซอร์บางประเภทสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิว (Resurfacing) ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
เลเซอร์ที่นิยมใช้รักษาหลุมสิว ได้แก่ Er:YAG 2940 nm, CO2 laser, Nd:YAG 1320 nm, Q-switch Nd:YAG 1064 nm, Diode laser 1450 nm และ Erbium glass 1540 nm laserนอกจากหลุมสิวแล้ว การเลเซอร์รอยสิวก็สำคัญ เพื่อให้ใบหน้ากลับมาเรียบเนียนดังเดิม
2. การตัดพังผืดใต้ผิวหนัง (Subcision)

การตัดพังผืดใต้ผิวหนัง เป็นการใช้เข็มปลายคม ตัดพังผืดที่รั้งอยู่ใต้แผลเป็น ยึดผิวระหว่างชั้นหนังแท้และหนังกำพร้าเข้าด้วยกัน ทำให้เป็นหลุมสิวที่ไม่สามารถหายเองได้
พังผืดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลุมสิวไม่ตื้นขึ้น แม้จะรักษาด้วยวิธีอื่นก็ตาม การตัดพังผืดออกจึงเป็นวิธีแรกที่แนะนำสำหรับหลุมสิวประเภทที่รักษายาก เพราะเมื่อพังผืดถูกตัดแล้ว การรักษาด้วยวิธีอื่นจะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นนอกจาก Subcision จะเป็นการตัดพังผืดออกแล้ว การทำให้เกิดแผลใต้ผิวหนังด้วยการตัดพังผืด ยังเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อ คอลลาเจน และอีลาสตินขึ้นมาใหม่ ทำให้หลุมสิวเต็มขึ้นมาด้วย
3. การแต้มกรด TCA CROSS

TCA Cross เป็นการรักษาหลุมสิวด้วยหลักการเร่งการผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels) ขั้นตอนการรักษาจะทำโดยการนำกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงในระดับหนึ่ง แต้มลงที่หลุมสิวด้วยอุปกรณ์ปลายแหลม เพื่อเลือกจุดที่อยากให้กรดไปออกฤทธิ์อย่างแม่นยำ
การแต้มกรดสามารถรักษาหลุมสิวรุนแรงได้ นอกจากจะช่วยทำให้เกิดกระบวนการผลัดเซลล์ผิวแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้ด้วย แต่วิธีการนี้ก็มีผลข้างเคียงในเรื่องกรดที่รุนแรง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้น TCA Cross จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ต้องเลือกทำกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญจริงๆเท่านั้น จึงจะให้ผลการรักษาที่ดี และเกิดผลข้างเคียงได้น้อย
4. การฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว

การฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว เป็นการเติมฟิลเลอร์เข้าไปในผิว แทนคอลลาเจนที่หายไปจากการถูกทำลายจากการอักเสบ ซึ่งฟิลเลอร์เหล่านี้จะไม่อันตรายแม้จะอยู่ในผิวหนังของเรา เพราะทำจากกรดไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) ที่มีโครงสร้างเหมือนกับกรดไฮยาลูรอนในผิวหนังของคนเรา
แม้จะไม่อันตราย แต่การรักษาหลุมสิวแบบนี้จะไม่ได้ให้ผลการรักษาที่ถาวร เนื่องจากฟิลเลอร์จะสลายตัวหลังจากฉีดประมาณ 3 – 6 เดือน ทำให้ต้องเติมบ่อย ๆ
5. การผ่าตัดหลุมสิว

การผ่าตัดหลุมสิว เป็นการรักษาหลุมสิวโดยการตัดเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นหลุมสิวออกไป แล้วเย็บเนื้อเยื่อรอบๆ ให้ติดกัน วิธีการนี้จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด เพราะจะทำแค่กับหลุมสิวที่มีความกว้างไม่เกิน 3 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงนิยมใช้วิธีการนี้รักษาหลุมสิวแบบ Ice pick scar และ Boxcar scar ที่ไม่กว้างจนเกินไป
การรักษาหลุมสิวโดยการผ่าตัด ใช้เวลารักษาไม่นาน เพียง 2 เดือนแผลก็จะหายสนิท ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น หลุมสิวหายไป ผิวกลับมาเรียบเนียนดังเดิม
6. ฉีดยารักษาหลุมสิว

ภาพจากหน้า https://www.mvitaclinic.com/can-atrophic-acne-scar-go-away-naturally/
การฉีดยารักษาหลุมสิว เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมในการปรับปรุงผิวให้เรียบเนียนขึ้น โดยเฉพาะหลุมสิวประเภทตื้น เช่น Boxcar Scars และ Rolling Scars การฉีดยาจะช่วยเติมเต็มร่องลึกของหลุมสิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ที่เอ็มวีต้าคลินิก ใช้ตัวยา Clapiocell ผิวจะสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ เพิ่มเติมเต็มบริเวณหลุมสิวที่ฉีดตัวยา ทำให้ร่องลึกของหลุมสิวค่อย ๆ เต็มขึ้น และผิวดูเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์ที่ตื่นขึ้นคงอยู่ถาวร และทำให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
7. กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD)

ภาพจากหน้า https://www.mvitaclinic.com/can-atrophic-acne-scar-go-away-naturally/
การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณีเป็นวิธีการลอกเซลล์ผิวชั้นบนออกเพื่อลดความตื้นของหลุมสิว วิธีนี้เหมาะสำหรับหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก เช่น Boxcar Scars หรือหลุมสิวตื้น ๆ ที่เกิดจากการอักเสบไม่รุนแรง การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณีช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้นและลดรอยแผลเป็นเล็กน้อย
8. ใช้กรดลอกผิว (Chemical Peeling)

การใช้กรดลอกผิว เป็นวิธีการลอกเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกด้วยสารเคมี เช่น กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) หรือกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ วิธีนี้ช่วยลดความลึกของหลุมสิวและทำให้ผิวดูเรียบเนียนสดใสขึ้น เหมาะสำหรับหลุมสิวตื้น ๆ หรือผิวที่มีรอยแดงจากสิว
การดูแลตัวเองเมื่อมีหลุมสิว
สังเกตตัวเอง หลังสิวหาย ควรตรวจสอบว่ามีหลุมสิวเกิดขึ้นหรือไม่
ประเมินความรุนแรงของหลุมสิว
- หากเป็น หลุมสิวตื้นๆ และบริเวณไม่กว้าง อาจลองใช้วิธีรักษาด้วยตัวเอง
- หากเป็น หลุมสิวลึกและกินบริเวณกว้าง ควรปรึกษาแพทย์
หากจำเป็นต้องพบแพทย์
- แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงของหลุมสิวและสภาพผิว
- แนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสม และลำดับขั้นตอนที่ควรทำ
การดูแลตัวเองหลังการรักษา
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้หลุมสิวแย่ลง เช่น การแกะหรือเกา
- ใช้ครีมบำรุงและครีมกันแดดเพื่อช่วยฟื้นฟูผิว
แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว
เมื่อรู้แล้วว่าคำตอบของ “หลุมสิวหายเองได้ไหม” เรายิ่งต้องป้องกันการเกิดหลุมสิวครับ เพื่อผิวหน้าจะได้เรียบเนียนไร้รอยสิวอยู่เสมอ
ดูแลผิวเป็นประจำ
- ล้างหน้าให้สะอาดทุกวัน เพื่อขจัดสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดสิว
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อลดโอกาสการอุดตันของรูขุมขน
ป้องกันและรักษาสิวอย่างถูกต้อง
- ใช้ยาทาสิวที่มี Benzoyl peroxide หรือ Topical Retinoids เพื่อช่วยลดการอักเสบและป้องกันการเกิดสิวใหม่
- หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะสิว เพราะอาจทำให้เกิดรอยแผลและพัฒนาเป็นหลุมสิวในอนาคต
ปกป้องผิวจากแสงแดด
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันรังสี UV ที่อาจทำให้ผิวสูญเสียคอลลาเจน
- เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และเหมาะกับสภาพผิว เพื่อลดการระคายเคือง
เสริมสร้างสุขภาพผิวจากภายใน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสี ซึ่งช่วยฟื้นฟูผิว
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวแข็งแรงและฟื้นตัวได้ดี
การป้องกันหลุมสิวที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เกิดสิวและดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ หากดูแลผิวอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้น ก็สามารถลดโอกาสการเกิดรอยแผลและหลุมสิวได้ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหลุมสิว ( Q & A )
Q : หลุมสิวใช้เวลารักษานานไหม
หลายคนสงสัยว่าหลังจากรักษาแล้ว หลุมสิวใช้เวลานานไหมกว่าจะหาย? ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งวิธีการรักษา ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูของร่างกาย ความรุนแรงของหลุมสิว และอื่นๆ อีกหลายปัจจัย แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลานาน อาจจะใช้เวลา 2 – 3 เดือน ครึ่งปี หรืออาจจะเป็นปี แม้จะรักษาอย่างถูกวิธีแล้วก็ตาม
ดังนั้นใครเป็นหลุมสิว ให้รีบมาพบหมอ และทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด เพื่อให้เห็นผลการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
Q : วิธีรักษาหลุมสิวแบบไหนดีที่สุด
รักษาหลุมสิวแบบไหนดีที่สุด? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แล้วก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของหลุมสิวด้วย
อย่างถ้าเป็นหลุมสิวลึก ก็อาจจะเหมาะกับการผ่าตัด เพราะใช้เวลาน้อย เห็นผลเร็ว แต่ก็จะทำให้มีแผลเย็บบริเวณที่เป็นหลุมสิวอยู่ช่วงหนึ่ง จึงอาจไม่เหมาะหากหลุมสิวที่รักษาอยู่บริเวณใบหน้า ถ้าทำเลเซอร์ ก็จะดีที่ไม่เจ็บตัว ผลข้างเคียงน้อย ไม่ทิ้งรอยขณะรักษา แต่หากมีพังผืดใต้ผิวหนังมากผลการรักษาก็อาจจะไม่ดี หรือถ้ารักษาด้วยการตัดพังผืด ก็อาจทำให้ผิวช้ำ บวมแดงไปช่วงหนึ่งได้ ทำให้ขณะรักษาจะมีแผลให้เห็นอยู่ด้วย
ดังนั้นการรักษาหลุมสิวอาจไม่มีวิธีที่ดีที่สุด มีแค่การรักษาที่เหมาะที่สุด ทางที่ดีแนะนำว่าให้เข้าคลินิกมาพบหมอจะดีที่สุด เพราะหมอที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จะสามารถประเมินได้ว่าลักษณะหลุมสิวที่คนไข้เป็น เหมาะกับการรักษาแบบไหน มีความเสี่ยงอะไรจากการรักษาไหม เป็นต้น
Q : รักษาหลุมสิวที่ไหนดี?
ควรเลือกรักษาหลุมสิวกับคลินิกที่มีหมอที่เชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูง เพราะการรักษาหลุมสิวมักจะใช้เวลานาน ถ้าทำกับหมอที่ไม่มีประสบการณ์ รักษานานแล้วยังไม่เห็นผล หรือผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็จะทำให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ ได้
สรุปเรื่องหลุมสิวหายเองได้ไหม
ใครที่สนใจรักษาหลุมสิว เอ็มวีต้า คลินิก (M Vita Clinic) เรามีเครื่องมือในการรักษาหลุมสิวครบครัน มีวิธีการรักษาให้เลือกหลากหลายวิธี พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลด้วยความเชี่ยวชาญ โดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาสิวมาอย่างยาวนาน คอยให้คำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย และความพึงพอใจสูงสุดของผู้เข้ารับบริการ
- เปิด วันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- อังคาร – ศุกร์ : 11:00 – 20:00 , เสาร์ – อาทิตย์ : 10:00 – 20:00
- ตั้งอยู่บน ถนน อโศกมนตรี หรือสุขุมวิท 21 ตรงข้ามโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ครับ
- สามารถจอดรถได้ที่ คอนโด สุขุมวิท ลิฟวิ่ง ทาวน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ
- เดินทางสะดวกได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือเลี่ยงรถติด ก็มาง่ายมากๆครับเพราะร้านเรา ใกล้กับ MRT เพชรบุรี ออก Exit 2 เดินมา
- ทางถนนอโศกมนตรี ประมาณ 200 เมตร ก็ถึง M Vita Clinic แล้วครับ
อ้างอิง
- Harithy, R. A. & Pon, K. (2021, May 4). Scar Treatment with Lasers: A Review and Update. SpringerLink. https://link.springer.com/article/10.1007/s13671-012-0009-7
- Fabbrocini G, Annunziata MC, D’Arco V, et al. Acne scars: pathogenesis, classification and treatment. Dermatol Res Pract. 2010; 2010:893080.
- Jansen T, Podda M. Therapy of acne scars. J Dtsch Dermatol Ges. 2010;8(Suppl 1):S81–S88
วันเผยแพร่